ให้คุณเพิ่มลูกค้าได้ง่าย ๆ จากคนที่กำลังค้นหาสินค้าและบริการของคุณด้วย “Google Ads Guidebook” คลิกดูเพิ่มเติม

Landing Page คืออะไร? สามารถช่วยเพิ่มยอด “คอนเวอร์ชั่น” ของคุณได้อย่างไร?

เมื่อพูดถึงหน้า Landing Page บางคนอาจจะมีคำถามว่า “มันคืออะไร?” หน้า Landing Page มันต่างกับหน้าเว็บไซต์ปกติที่มีอยู่ในตอนนี้ยังไง? แล้วทำไมถึงต้องเสียเวลาสร้างหน้า Landing Page ขึ้นมาใหม่อีก? 

คำถามพวกนี้เป็นคำถามที่ผมมักจะถูกถามจากทางลูกค้าอยู่บ่อย ๆ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เมื่อพร้อมแล้วก็มาลุยไปพร้อม ๆ กันเลยครับ

ทำไมถึงต้องมีหน้า Landing Page?

ก่อนอื่นผมมีคำถามง่าย ๆ ถามคุณกลับไปก่อนครับว่า…

“เป้าหมายของเว็บไซต์ของคุณคืออะไร?” หรือ “เว็บไซต์ของคุณมีเอาไว้เพื่ออะไร?”

คือถ้าเป็นเว็บไซต์ eCommerce แน่นอนว่าเป้าหมายคือ “การเพิ่มยอดขาย (Sales)”

Lazada Landing Page
ตัวอย่างหน้า Landing Page ของเว็บไซต์ Lazada ที่เน้นให้เกิดยอดขายเพิ่มขึ้น

 

ถ้าเป็น “ธุรกิจที่เน้นหาลูกค้ามุ่งหวัง (Lead Generation)

เป้าหมายก็คือ “การให้กลุ่มลูกค้ามุ่งหวัง (Leads) กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้ทางทีมขายติดต่อกลับ” (ธุรกิจประเภทประกันภัย อสังหาฯ มักจะใช้เทคนิคนี้เยอะกันเป็นพิเศษ)

Easy Compare Landing Page
ตัวอย่างหน้า Landing Page ของ Easy Compare ที่เน้น "เพิ่มจำนวนของลูกค้ามุ่งหวัง (Leads)"

 

หรือถ้าเป็นธุรกิจยุคใหม่แนว Software As A Service (SAAS)

เป้าหมายก็คือ “การเพิ่มจำนวนสมาชิก (Members)” นั่นเอง

Netflix Landing Page
หน้า Landing Page ของ Netflix ที่เพียงแค่กรอกอีเมล์ ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการสมัครสมาชิกได้แล้ว

ซึ่งการที่มี “หน้า Landing Page ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษโดยเฉพาะเจาะจง” เหล่านี้นั้น สามารถที่จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้มากกว่านั่นเอง

ได้มากกว่ายังไงนั้น? อ่านต่อเลยครับ…

หน้า Landing Page คืออะไร?

จริง ๆ แล้ว ถ้าให้ตอบแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ แปลแบบตรงตัว หน้า Landing Page ก็คือ

หน้าที่คนคลิกเข้ามาแล้วเจอคุณในตอนแรก

ลองนึกถึงตอนคุณเข้าไปค้นหาข้อมูลอะไรสักอย่างที่ Google แล้วคุณคลิกที่เว็บไซต์สักเว็บนึง เมื่อคุณเข้าไปที่เว็บนั้นแล้ว หน้าแรกที่คุณเห็นนั่นแหละครับเรียกว่าหน้า Landing Page

หรือว่าตอนที่คุณกำลังเล่น Facebook อยู่ คุณเห็นโฆษณาตัวนึงบนฟีดของคุณ แล้วคุณคลิกก็เข้าไปดู คุณก็จะมาเจอหน้า Landing Page ของเว็บนั้น ๆ ได้เหมือนกัน

พูดง่าย ๆ ก็คือเป็น “หน้าเว็บที่คุณคลิกเข้าไปเจอในครั้งแรกนั่นเอง”

แต่ว่าเดี๋ยวก่อนครับ!

เพราะว่าหน้า Landing Page ในความหมายของคนที่ทำการตลาดออนไลน์จริง ๆ แล้วนั้น “ไม่ได้หมายถึงเป็นแค่หน้าที่คนคลิกเข้ามาแล้วเจอคุณในตอนแรก” แต่เพียงอย่างเดียวครับ!

แต่จะมีความหมายพิเศษอะไรที่มากไปกว่านี้บ้างนั้น…

ผมขอให้คุณได้รู้จักกับประเภทของหน้า Landing Page กันก่อนครับ

ประเภทของหน้า Landing Page

จากคำจำกัดความของ Wikipedia หน้า Landing Page จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. Transactional
  2. Reference

1. Transactional

หน้า Landing Page ประเภทนี้ จะมีเป้าหมายหลัก ๆ ก็คือ การทำให้พวกเค้าเกิดการตัดสินใจ เช่น กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือว่าทำรายการสั่งซื้อ ในหน้า Landing Page ได้เลย

จุดสังเกตง่าย ๆ ก็คือ จะมี “แบบฟอร์ม” ให้คุณกรอก

บางคนอาจจะเรียกหน้า Landing Page แบบ Transactional นี้ว่า Lead Gen ก็ได้ครับ

Grab Landing Page
หน้า Landing Page ของ Grab ที่ให้คนสนใจสมัครมาเป็นพนักงานส่ง

2. Reference

ส่วนหน้า Landing Page แบบ Reference จะเป็นเหมือนกับหน้าที่เขียนให้ข้อมูลเชิญชวน อารมณ์ประมาณอ่านแล้วเกิดความต้องการอยากจะซื้อของชิ้นนั้น ๆ

ซึ่งจุดที่แตกต่างจากหน้า Landing Page แบบ Transactional ก็คือ ไม่มีแบบฟอร์มให้กรอก แต่จะเป็นปุ่มให้คลิกไปต่อแทน

บางคนอาจจะเรียกหน้า Landing Page แบบนี้ว่า Click-through

หน้า Landing Page ของ AIS ที่ทำการขาย iPhone 11 เมื่อคลิกที่ปุ่มแล้วก็จะวิ่งไปหน้าสินค้าเพื่อทำการสั่งซื้อต่อไป

บางคนอ่านมาถึงตรงนี้ ก็อาจจะมีคำถามขึ้นในใจว่า แล้วหน้า Landing Page มันต่างกับหน้าเว็บไซต์ปกติยังไง(วะ)?

ซึ่งจริง ๆ แล้ว หน้า Landing Page ก็คือหน้าเว็บปกตินั่นแหละครับ เพียงแต่ว่ามันมีจุดสำคัญอยู่ข้อนึง ที่ทำให้หน้า Landing Page นั้น มีความแตกต่างกับหน้าเว็บไซต์ปกติที่คุณมีอยู่บนเว็บของคุณ

สิ่งนั้นก็คือคำว่า…

>>>>>>>>>> “Conversion Focused” <<<<<<<<<<

ก็คือหน้า Landing Page เป็นหน้าเว็บที่จะ “เน้น” ในส่วนที่จะทำให้คนที่เข้ามา “เกิดการตัดสินใจลงมือทำอะไรสักอย่าง (Conversion)

ซึ่งผมเคยให้คำจำกัดความของ Conversion ง่าย ๆ ไว้ในโพสนี้ว่า...

คอนเวอร์ชั่นก็คือ สิ่งที่คุณต้องการให้พวกเค้าทำบนเว็บไซต์ของคุณ

เมื่อคุณรู้จักคำว่า Conversion Focused ในหน้า Landing Page ของคุณแล้ว ก็จะมีกฎเหล็กที่สำคัญอยู่ข้อนึงในการทำหน้า Landing Page ซึ่งกฏเหล็กที่ว่าคือ…

กฏเหล็กหนึ่งข้อ (The One Thing) ของหน้า Landing Page คือ...

1 Landing Page = 1 Conversion

หรือ

1 หน้า Landing Page ให้มีเพียง “สิ่งเดียวที่คุณต้องการให้พวกเค้าทำ (Conversion)”

ไม่ว่าจะเป็น…

  • จะขายของ หรือ
  • จะให้กรอกข้อมูลทิ้งไว้ หรือ
  • จะให้สมัครสมาชิก หรือ
  • ฯลฯ
 

ให้คุณเลือกมาเพียงอย่างเดียวพอครับ

ดังนั้นก่อนที่คุณจะให้พวกเค้าทำอะไร คุณก็ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่า…

คุณสร้างหน้า Landing Page นี้ขึ้นมาเพื่อเป้าหมายอะไร?

คุณจะต้องมี “เป้าหมายที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจง” ให้ได้ก่อน คุณถึงจะสามารถออกแบบหน้า Landing Page ของคุณ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายนั้นได้ครับ

ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า …

มีแค่เป้าหมายหนึ่งเดียว ในหนึ่งหน้า Landing Page” (อย่าโลภมาก! คำโบราณเค้าว่าเอาไว้ “โลภมาก ลาภหาย”)

ทีนี้มาดูกันครับว่า ระหว่างหน้าเว็บไซต์ปกติ กับหน้า Landing Page ที่มีแค่เป้าหมายหนึ่งเดียว มันมีความแตกต่างกันยังไงบ้าง

ความแตกต่างระหว่างหน้าเว็บปกติ vs. หน้า Landing Page

แบบที่ 1: หน้าเว็บปกติของ ธนาคารซิตี้แบงก์

หน้าเว็บปกติของ Citibank
ที่มา: https://www.citibank.co.th/th/credit-cards/CreditCards.htm

แบบที่ 2: หน้า Landing Page ของ Citibank ที่ให้คนสมัครบัตรเครดิต

ที่มา: https://www.citibank.co.th/th/apply/cash-back/index.html

คุณคิดว่าแบบไหน ที่จะมีคนมาสมัครบัตรเครดิตมากกว่ากันระหว่าง 2 แบบนี้?

จะเห็นได้ว่าการที่คุณออกแบบหน้า Landing Page ที่เฉพาะเจาะจง จะมีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าหน้าเว็บแบบปกติ ก็คือคุณแทบจะไม่ต้องคิดให้เสียเวลาเลยว่า จะต้องกดที่ปุ่มไหนที่จะทำการสมัครบัตรเครดิตได้

ในขณะที่หน้าเว็บปกติ มันมีสิ่งรบกวนต่าง ๆ มากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นลิงค์เมนูด้านบน หรือลิงค์เมนูด้านข้าง รวมไปถึงลิงค์เมนูด้านล่างอีกต่างหาก (มองไปทางไหนก็เห็นแต่สิ่งที่ทำให้คนวอกแวก จนอนที่จะกดลิงค์พวกนั้นไม่ได้ แทนที่จะคลิกที่ปุ่ม “สมัครบัตรเครดิต”!) 

นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงแนะนำให้ลูกค้าของเรา ให้ใช้หน้า Landing Page ในการทำแคมเปญการตลาด มากกว่าหน้าเว็บปกติที่มีอยู่ในตอนนี้ของลูกค้า

เหตุผลหลัก ๆ ก็เพราะว่ามันช่วยในเรื่องของ “การเพิ่มจำนวนคอนเวอร์ชั่น” ได้ดีกว่ามาก ๆๆๆ นั่นเอง

ทีนี้ถ้าให้ผมตอบว่าหน้า Landing Page คืออะไร? อีกครั้งนึง

ผมขอตอบแบบนี้ครับว่า…

หน้า Landing Page ก็คือ "หน้าแรกที่คนคลิกเข้ามาเจอ แล้วเน้นให้เกิดคอนเวอร์ชั่น"

ทีนี้เมื่อคุณรู้จักหน้า Landing Page แล้วว่าคืออะไร? รู้ว่าทำไมถึงต้องออกแบบหน้า Landing Page ที่เน้นในเรื่องของคอนเวอร์ชั่น และก็รู้จักกฏเหล็กหนึ่งข้อของการทำหน้า Landing Page แล้ว 

ทีนี้มาดูข้อดีอื่น ๆ เพิ่มเติมของการใช้หน้า Landing Page นี้กันครับ

ข้อดีของการใช้หน้า Landing Page

- ช่วยเพิ่ม Conversion Rate ให้สูงขึ้นได้มากกว่าหน้าเว็บปกติ

เมื่อคุณยึดกฏเหล็กที่ว่า “1 Landing Page 1 Conversion” คุณจะช่วยให้พวกเค้าไม่ต้องคิดเยอะครับ เพราะว่าไม่มีสิ่งต่าง ๆ มารบกวนเป้าหมายที่คุณวางไว้

คุณก็จะสามารถที่จะจูงใจพวกเค้าให้ทำในสิ่งที่คุณอยากให้เค้าทำได้ง่ายขึ้นครับ ซึ่งนำไปสู่การมี Conversion Rate ที่ดีขึ้นนั่นเอง (ลองเลื่อนกลับไปด้านบนดูรูปของหน้าเว็บปกติ กับหน้า Landing Page ของ Citibank ดูอีกทีครับ)

(ผมแนะนำให้อ่าน “หนังสือ Don’t Make Me Think” ของ Steve Krugg ปรมาจารย์ด้าน Usability หรือการออกแบบเว็บให้ใช้งานง่ายต่อครับ ผมรับรองได้เลยว่าคุณต้องชอบ)

- ช่วยเพิ่มจำนวนคอนเวอร์ชั่น (Conversion)

ทีนี้เมื่อพวกเค้าไม่ต้องคิดเยอะ พวกเค้าก็จะทำใน “สิ่งที่คุณอยากให้พวกเค้าทำ (Conversion)” ได้เพิ่มมากขึ้น

- ทำให้ช่วยลด “ต้นทุนในการหาลูกค้า (Cost Per Acquisition)” ได้

เมื่อมี Conversion Rate และ Conversion ที่ดีขึ้น ก็จะทำให้คุณ “มีต้นทุนในการหาลูกค้าที่ถูกลง” 

หรือคุณอาจจะใช้เงินในการทำโฆษณาเท่าเดิม โดยที่คุณก็จะ “มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

- ช่วยเพิ่มคะแนนคุณภาพ (Quality Score) ได้

สำหรับคนที่ทำโฆษณา Google ความเกี่ยวข้องของ “คีย์เวิร์ด + ข้อความโฆษณา + หน้า Landing Page” สามารถทำให้บัญชีโฆษณาของคุณมี “คะแนนคุณภาพ (Quality Score)” ที่สูงขึ้นได้ ซึ่งนำไปสู่ “ตำแหน่งโฆษณาของคุณ (Ad Rank)” ที่ดีขึ้นและอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าคู่แข่งของคุณ

วิธีการนำ Landing Page มาใช้ในการทำแคมเปญการตลาดออนไลน์

หากเปรียบว่า …

การทำโฆษณา คือส่วนนึงของ “เรื่องการตลาด

ผมขอยกให้…

หน้า Landing Page คือส่วนนึงของ “เรื่องการขาย” ครับ

คือถ้าคุณทำโฆษณา หรือทำการตลาดเก่งแล้ว

ผมก็อยากให้คุณทำหน้า Landing Page ที่ทำหน้าที่เหมือนกับฝ่ายขายของคุณตลอด 24 ชม. ให้เก่งด้วยครับ

ยิ่งถ้าหากว่าคุณเน้นทำการตลาดออนไลน์เป็นหลัก ผมแนะนำว่าคุณควรจะลองทำหน้า Landing Page ขึ้นมาสักหน้านึง แล้วเอามาใช้ควบคู่กับการทำแคมเปญโฆษณาของคุณครับ

คุณอาจจะเริ่มจากการทดสอบดูก่อนก็ได้ครับว่า…

แบบที่ 1: ส่งคนที่คลิกโฆษณาของคุณไปยังหน้าเว็บปกติ

แบบที่ 2: ส่งคนไปที่หน้า Landing Page ที่คุณสร้างขึ้นมาใหม่

แล้วดูว่า Conversion Rate จากแบบไหนดีกว่ากัน?

แล้วเมื่อคุณทำการรันโฆษณาได้ตัวเลขมาใช้วัดผลได้ระดับนึง จนคุณมั่นใจได้แล้วว่าหน้า Landing Page ของคุณมี Conversion Rate ที่ดีกว่าหน้าเว็บปกติ

ถึงตอนนั้นคุณก็สามารถนำไปปรับใช้กับหน้าเว็บปกติของคุณ ให้เป็นรูปแบบเดียวกันกับหน้า Landing Page ที่คุณเพิ่งทำขึ้นมานี้ต่อไปได้ครับ

ทีนี้มาดูกันครับว่า การออกแบบหน้า Landing Page เพื่อตอบโจทย์ในส่วนของ Conversion ให้ได้ผลดีนั้น ควรจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง?

ส่วนประกอบที่สำคัญ ๆ ของหน้า Landing Page มีอะไรบ้าง?

ส่วนประกอบของหน้า Landing Page ที่ดี
ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ควรมีของหน้า Landing Page จาก Leadpages
  1. หัวข้อหลัก (Headline)
    เป็นจุดที่เน้นในส่วนของข้อเสนอ (Offer) หรือคำสัญญา (Promise) ที่จะให้กับพวกเค้า ถือว่าสำคัญมาก เพราะว่ามักจะเป็นจุดแรกที่พวกเค้าจะได้เห็นก่อน
  2. รูปภาพหลัก (Hero Image) หรือวีดีโอ (Video)
    เพื่อช่วยสื่อให้เห็นถึงสิ่งที่พวกเค้าจะได้รับ (อ่านหนังสือ “กลยุทธ์ (ก่อน) โน้มน้าวใจ: Pre-suasion” ของ Robert Cialdini ดูต่อ)
  3. ย่อหน้ารอง (Lead Paragraph)
    เป็นส่วนของย่อหน้าที่จะช่วยขยายความในส่วนของหัวข้อหลักให้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น
  4. หัวข้อย่อย ๆ (Bullets)
    ลิสต์เป็นข้อ ๆ ในส่วนของคุณประโยชน์ (Benefits) เพื่อให้อ่านได้ง่าย ๆ
  5. คำชมจากลูกค้า (Social Proofs)
    รวมไปถึงพวก Testimonials หรือรีวิวต่าง ๆ
  6. พวกโลโก้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ (Rewards)
    รวมไปถึงพวกรางวัลต่าง ๆ ที่ได้รับ (มีของดีก็ต้องโชว์ให้โลกรู้ครับ)
  7. ส่วนของแบบฟอร์ม (Form)
    ในกรณีถ้าเป็นหน้า Landing Page แบบ Transaction ก็จะมีแบบฟอร์มเอาไว้ให้กรอกข้อมูล เช่น ชื่อ อีเมล์ เบอร์โทร เพื่อให้คุณสามารถติดต่อกลับไปหาพวกเค้าได้ในอนาคต หรือถ้าเป็นหน้า Landing Page แบบ Reference ก็จะเป็นปุ่มให้คลิกไปหน้าต่อไป
  8. ปุ่ม Call To Action
    โดยใช้คำที่กระตุ้นให้พวกเค้าตัดสินใจ แล้วรู้ได้ว่าเมื่อคลิกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น (เลิกใช้คำพวก Submit, Send พวกนี้บนปุ่ม Call to Action ได้แล้วครับ)
  9. ลิงค์ไปหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy)
    คือถ้าคุณทำโฆษณาอยู่ ทาง Google, Facebook เค้ากำหนดให้มีหน้านี้ด้วยนะครับ
  10. หน้าขอบคุณ (Thank You Page)
    หลังจากที่พวกเค้ากรอกข้อมูลมาให้แล้ว อย่าลืมสร้างหน้าขอบคุณเพื่อให้พวกเค้ารู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป ซึ่งคุณอาจจะทำเป็นหน้า Up-sell/Cross-sell ในหน้าขอบคุณนี้ก็ได้

ตัวอย่างของหน้า Landing Page ที่ดี

จริง ๆ แล้วต้องบอกว่า ตัวอย่างของหน้า Landing Page ที่ดี ๆ นั้นมีอยู่เยอะมาก ๆ

ผมแนะนำคุณแบบนี้ครับ เวลาที่คุณเจอหน้า Landing Page หน้าไหน แล้วคุณมีความรู้สึกว่า “อยากจะควักบัตรเครดิตมาจ่ายเงินซื้อของให้กับเค้าในตอนนั้นซะเหลือเกิน :)” ก็ให้คุณทำการเซฟรูปนั้นเก็บไว้เลยครับ (เรียกว่า Swipe Files)

แล้วคุณก็มาศึกษาดูครับว่า ในหน้า Landing Page นั้น ๆ มันมีส่วนไหนบ้างที่คุณพอจะนำมาใช้กับหน้า Landing Page ของคุณได้บ้าง เพื่อใช้โน้มน้าวและจูงใจลูกค้าของคุณ และทำให้พวกเค้าอยากควักบัตรเครดิตมาจ่ายเงินให้กับคุณได้ด้วย

ส่วนหน้า Landing Page ด้านล่าง เป็นตัวอย่างที่คุณสามารถนำมาใช้เป็นไอเดียได้เลยครับ เพราะว่าผมเอามาจากเว็บที่คุณสามารถสมัครใช้บริการสร้างหน้า Landing Page ได้ง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเองเลยครับ

ตัวอย่างหน้า Landing Page จาก Instapage.com
ตัวอย่างหน้า Landing Page จาก Instapage.com
ตัวอย่างหน้า Landing Page ของ Leadpages
ตัวอย่างหน้า Landing Page ของ Leadpages ที่ให้คนมาดาวน์โหลด eBook (Lead Magnet)
มาถึงตอนนี้คุณอาจจะเริ่มต้นอยากสร้างหน้า Landing Page มาใช้บ้างละ มาดูกันครับว่าเราสามารถที่จะใช้เครื่องมืออะไรมาช่วยในการทำหน้า Landing Page นี้ได้บ้าง?

เครื่องมือที่ใช้ในการสร้าง Landing Page มีอะไรบ้าง?

ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผมเห็นว่าใช้งานได้ง่าย เป็นที่นิยม แล้วก็มีตัวอย่าง (Templates) มาให้เลือกใช้กันมากมายหลายแบบ

1. Unbounce

ทดลองใช้งาน Unbounce
ทดลองใช้งาน Unbounce ได้ฟรี คลิกที่นี่

2. Instapage

ทดลองใช้งาน Instapage
ทดลองใช้งาน Instapage คลิกที่นี่

3. Leadpages

ทดลองใช้งาน Leadpages
ทดลองใช้งาน Leadpages คลิกที่นี่

สุดท้ายนี้ ผมก็อยากฝากทุกคนไว้ครับว่า ถึงแม้คุณจะรู้แล้วว่า “หน้า Landing Page คือ หน้าแรกที่คนคลิกเข้ามา แล้วเน้นให้เกิดคอนเวอร์ชั่น

แต่ว่ามันมีอยู่หนทางเดียวเท่านั้นครับ ที่คุณจะรู้ได้ว่าหน้า Landing Page มันช่วยเพิ่มยอดของคอนเวอร์ชั่นของคุณได้จริงหรือไม่?

นั่นก็คือ “การทดสอบและวัดผล” ครับ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีที่สำคัญมาก ๆ ในโลกของการทำการตลาดออนไลน์ (แต่ก็น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นค่าในเรื่องของการทดสอบและวัดผลออนไลน์ :()

ทีนี้เมื่อคุณทำการทดสอบและวัดผลเสร็จแล้ว คุณก็เอาตัวเลขมากางดูเปรียบเทียบกันเลยครับว่า…

หน้า Landing Page ของคุณที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้น มันช่วยทำให้เกิดคอนเวอร์ชั่นได้เพิ่มมากขึ้นจริงหรือเปล่า?

ง่าย ๆ แค่นี้เองครับ

ส่วนใครที่ทำหน้า Landing Page เจ๋ง ๆ มีคอนเวอร์ชั่นสูง ๆ อยู่แล้ว ก็อย่าลืมหมั่นทดสอบหน้า Landing Page ใหม่ ๆ และก็วัดผลกันอยู่เรื่อย ๆ นะครับ เพื่อที่คุณจะได้มีคอนเวอร์ชั่นที่ดียิ่งขึ้นเพิ่มไปอีก

ขอบคุณมากครับ

อรรถทวี (Landing Page Builder) เจริญวัฒนวิญญู

ฝากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ 😊 ขอบคุณครับ 🙏

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *